August 13th, 2010 , posted in
ขวดโหลใส่นิยาย
4.
กว่าดาริกาจะกลับถึงบ้านแสงอาทิตย์ก็ลับลาลงไปแล้ว พระจันทร์ดวงโตลอยเด่นอยู่กลางผืนแพรสีดำ แม้หมู่ดาวน้อยใหญ่จะพากันเปล่งรัศมีแต่ก็ไม่อาจหาญไปสู้กับแสงนวลจากดวงจันทร์ได้ มัณฑนากรสาวยืนมองพระจันทร์อ้อยอิ่ง สมองคิดใคร่ครวญแต่คำบอกเล่าเกี่ยวกับเจ้าของร้าน ‘เรือนไร้กาล’
“เพื่อนคนที่แนะนำมาบอกว่าร้านนี้ดีมากนะเธอ มีของหลายแบบให้เลือก ต้นตระกูลรู้สึกจะเป็นขุนนางเมืองธัญญบูรีหรือไงนี่ล่ะ มนว่ามนคุ้นชื่อนะ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ที่ไหน”
“ปทุมธานี”
ดาริกาจำได้ว่าตัวเองตอบโพล่งออกไปทันที จนแม้แต่วรรษมนยังแปลกใจ เพื่อนสนิทของหล่อนทำหน้างงเหมือนกับไม่เชื่อหู
“เฮ้ย ทำไมตอบเร็วนักล่ะ แกรู้จักเมืองที่ว่านี่ด้วยเหรอ อยู่ส่วนไหนของปทุมฯ ทำไมฉันไม่ยักรู้”
“ก็แถวถนนรังสิต-นครนายกนั่นไง”
หล่อนไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้ตอบไปแบบนั้น เหมือนกับว่ามีความทรงจำอันรางเลือนเกี่ยวกับสถานที่นี้ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตสำนึก มันรางเลือนเสียจนนึกไม่ออกว่าไปรู้มาจากไหน
July 29th, 2010 , posted in
ขวดโหลใส่นิยาย
3.
แสงแดดและเงาไม้ส่องผ่านกระจกมาเป็นระยะ ด้วยคุณภาพของฟิล์มกรองแสงชั้นยอด จึงไม่ทำให้ผู้ที่โดยสารมาภายในรถต้องระคายผิวเพราะความร้อนแผดเผา ระยะทางจากกรุงเทพฯ สู่ปทุมธานีนับว่าไม่ไกลนัก เพียงครึ่งชั่วโมงเศษ รถคันหรูก็มาวิ่งอยู่บนถนนเลียบคลองรังสิตประยูรศักดิ์แล้ว
“เมื่อไหร่พระท่านจะสึกคะคุณแม่”
คำถามนี้ทำให้ผู้เป็นมารดาถึงกับสะดุ้ง กินรีละสายตาจากกรอบกระจกทันที เครื่องสำอางที่แต้มแต่งบนใบหน้าเน้นกรอบตาเป็นพิเศษ ดวงตาที่หันไปมองบุตรสาวจึงดูดุไปด้วย
“เอ๊ะ ถามอะไรอย่างนั่นล่ะลูกเกด”
“ทำไมจะถามไม่ได้ล่ะคะคุณแม่” การะเกดหน้ายู่ที่จู่ๆ ก็โดนเอ็ด “เกดเห็นพระพี่ชายบวชมาตั้งหลายพรรษาแล้วนี่คะ ปีนี้ก็อายุตั้งสามสิบสองแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็อายุเพิ่มขึ้นทุกวัน เกดไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เหนื่อยนี่คะ”
กินรีมีสีหน้าอ่อนลงเมื่อฟังความจนจบ กระนั้นก็ยังแก้ต่างให้พระลูกชาย
“ขอบใจนะจ๊ะที่ลูกเกดเป็นห่วงแม่กับคุณพ่อ ที่จริงแม่ก็คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อแล้วเหมือนกัน แล้วก็เห็นตรงกันว่าจะตามใจพระท่าน ตอนนี้พ่อกับแม่ก็ยังทำงานไหวอยู่ หนูไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ”
การะเกดห่อปากเหมือนเด็กไม่ได้ดั่งใจแต่ไม่นานก็คลายออก ริมฝีปากสีแดงอมส้มยังคงกล่าวต่อไป